วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

คติเตือนใจ

มองโลกให้เป็น
โลกกลมๆ ใบนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ ของฟรีไม่เคยมี ของดีไม่เคยถูก อยู่ให้ไว้ใจ ไปให้คิดถึง คนเราต้องเดินหน้า เวลายังเดินหน้าเลย ไม่ต้องสนใจว่าแมวจะสีขาวหรือดำ ขอให้จับหนูได้ก็พอ

ยิ่งมีใจศรัทธา ยิ่งต้องมีสายตาที่เยือกเย็น ในโลกกลม ๆ ใบนี้ ไม่มีคำว่า “แน่นอน” คนเราเมื่อ ตัวตายก็ต้องลงดิน ท้อแท้ได้ แต่อย่าท้อถอย อิจฉาได้ แต่อย่าริษยา พักได้ แต่อย่าหยุด เหตุผลของคน ๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่ของคน อีกคนหนึ่ง ถ้าไม่ลองก้าว จะไม่มีวันรู้ได้เลยว่า ข้างหน้าเป็นอย่างไร หนทางอันยาวไกลนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรกก่อนเสมอ

เริ่มต้นดีแล้ว ลงท้ายก็ต้องดีด้วย อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ จงใช้สติ อย่าใช้อารมณ์ เบื้องหลังความเข้มแข็ง สมควรมีความอ่อนโยน ไม่มีคำว่า บังเอิญ ในเรื่องของความรัก มีแต่คำว่า ตั้งใจ ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใสเสมอ

หลังผ่านปัญหา จะรู้ว่าปัญหานั้นเล็กนิดเดียว ไม่เป็นขุนนางนะ ได้ แต่ไม่เป็นคนไม่ได้ มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง เมื่อวานก็สายเกินแล้วพรุ่งนี้ ก็สายเกินไป อย่าหวังว่าจะได้รับความรัก จากคนที่คุณรัก เพราะคนที่คุณรัก ไม่ได้รักคุณ หมดทุกคน

เพื่อนทั่วไป ไม่เห็นคุณร้องไห้ เพื่อนแท้ มีหัวไหล่ไว้คอยซับน้ำตาให้ เพื่อนทั่วไป ถือขวดไวน์ติดมือมางานปาร์ตี้ของคุณ เพื่อนแท้ จะมาแต่หัววันเพื่อช่วยเตรียมงาน เพื่อนทั่วไป คาดหวังให้คุณเคียงข้างเขาเสมอ เพื่อนแท้ คาดหวังที่จะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป เพื่อนทั่วไป เข้าหาผลประโยชน์ ที่ได้รับจากเรา จงเลือกเอาว่าคุณอยากมีเพื่อนแบบไหน

โครงงานวิทยาศาสตร์ (น้ำยาเช็ดกระจกจากดอกอัญชันและมะกรูด)


บทที่ 1
บทนำ

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
                ในปัจจุบันมีการ ใช้สารเคมีใบชีวิตประจำวันกันอย่างแพร่หลาย  และมีสารเคมีที่มีพิษรวมอยู่ด้วยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและแก้ไขปัญหามลพิษอย่างเร่งด่วน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขสารพิษตกค้าง  ทั้งในน้ำ  ในอากาศ  ในดิน  รวมทั้งในอาหาร  ล้วนมีสารตกค้างทั้งสิ้น
                น้ำยาเช็ดกระจกที่ใช้กันทั่วไปมีส่วนผสมของ บิวทิล  เซลโลโซล และ  แอมโมเนียมไฮดรอกไซด์  ซึ่งเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ซึ่งสารเคมีนี้มีอันตรายต่อมนุษย์  และสิ่งมีชีวิตอื่น
                ดอกอัญชันสีม่วง ที่ขึ้นอยู่ทั่วไปบริเวณใกล้บ้าน ในสวน ริมถนน  คนในชุมชนของเราโดยเฉพาะผู้สูงอายุมักนำดอกอัญชันมาใช้ประโยชน์หลายอย่าง เช่น ทาผม ทาคิ้ว เพื่อให้ดกดำ ใช้แทนสีผสมอาหาร ชึ่งเป็นน้ำชาลดอาการเบาหวาน เป็นต้น
                นอกจากนี้มะกรูดและดอกอัญชันยังช่วยลดคราบสกปรกและยังไม่มีสารเคมีเพราะน้ำยาเช็ดกระจกที่ชื้อมาอาจจะมีสารเคมีและยังอาจทำอันตรายร่างกายเราด้วย
                สมมุติฐาน
                น้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันและมะกรูดสามารถนำไปใช้ขจัดคราบสกปรกบนกระจกแทนน้ำยาเช็ดกระจกทั่วไปได้
จุดมุ่งหมายของการศึกษา
                1.เพื่อศึกษาผลการทำน้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันและมะกรูดไปใช้ขจัดคราบสกปรกบนกระจก
                2.เพื่อนำพืชที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์
3.เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ตัวแปร
                ตัวแปรต้น น้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันและมะกรูด
            ตัวแปรตาม การลดลงหรือหายไปของคราบสกปรกบนกระจก
            ตัวแปรควบคุม อุณหภูมิของอากาศ
ขอบเขตของการศึกษา
                1.น้ำหมักชีวภาพจากอัญชันและมะกรูด  จะใช้อัญชันสีม่วงพันธ์กลีบชั้นเดียว และพันธ์กลีบซ้อน
                2.กระจกที่ใช้ทำการทดลอง ใช้กระจกเงาและกระจกใส ที่ความสกปรกตามปกติ
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
                น้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันและมะกรูด สามารถนำไปใช้ขจัดคราบสกปรกบนกระจกแทนน้ำยาเช็ดกระจกทั่วไปได้   และช่วยลดสารพิษตกค้าง







      บทที่ 2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
อัญชัน
อัญชัน    จัดเป็นพืชมีดอกชนิดใบเลี้ยงคู่ เป็นพืชเถาเลื้อย  ตระกูลเดียวกับถั่ว มีอายุประมาณ ปี  จึงจัดเป็นพืชอายุสั้น  ลำต้นเลื้อย และพันรอบหลัก  อาจยาวได้ถึง 6-7 เมตร มีดอกที่สวยงาม  โดยปกติมีสีน้ำเงิน  มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกา
ชื่อพื้นเมือง          : อัญชัน(กรุงเทพฯ ภาคกลาง) แดงชัน (เชียงใหม่) เอื้องชัน (ภาคเหนือ)
ชื่อวิทยาศาสตร์    : Clitoria ternatea L.
ชื่อวงศ์                   :  Leguminosae
ชื่อสามัญ               :  Butterfly-pea (Australia ):
                                  Blue-pea, cordofan-pea, honte
                                 ( French);   blue Klitorie
                                ( Portuguese )azulejo, conchitis,
                                Papito,  zapatico  de la reina,
                        Zapotillo,   conchita
                        ( Spanish)cunha



ลักษณะทางพฤกษาศาสตร์
            อัญชัน  เป็นพืชอายุหลายปี ต้นเป็นกอพุ่มขนาดเล็ก ปลายยอดเป็นเถาเลื้อยพัน                         (Twining) อัญชันที่เก็บรวบรวมสายพันธุ์จำแนกได้ 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์กลีบดอกชั้นเดียว หรือดอกรา ดอกเป็นรูปดอกถั่วมี 3 ชนิดคือ ชนิดสีน้ำเงิน ม่วง และสีขาว และสายกลีบดอกซ้อน มี 5 กลีบดอก (standard ) ขนาดใหญ่  ซึ่งมีสีเช่นเดียวกัน  ทั้ง 2 สายพันธุ์ มีอับเรณุสีเหลืองอ่อน ใบประกอบเรียงตัวแบบขนขนปลายคี่  ใบย่อยรูปไข่ สีใบเขียวเข็ม ผิวอ่อนคอนข้างหยาบเล็กน้อยออกดอกตลอดปี ชนิดดอกเดียว ฝักรูปดาบแบบโค้งเล็กน้อย  เมล็ดแบนรูปไต
สรรพคุณทางยา
            ราก  ใช่บำรุงรักษาดวงตา ทำให้ตาสว่าง แก้ตาฟาง ตาแฉะ ฝนกับรากสะอึกและซาวข้าวกินหรือทา  แก้งูสวัด เป็นยาขับปัสสาวะ ใช้ถูแก้ปวดฟัน ทำให้ฟันทน  รสเบื่อเมาปรุงเป็นยา ดอก ใช้รักษาอาการผมร่วง ใช้ขยี้ทาศีรษะช่วยปลูกผม  ใช้ทาคิ้ว ทำให้ผมและคิ้วดกดำเนื่องจากดอกอัญชันมีสารแอนโธ่ไซยานิน  มีคุณสมบัติเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเล็กๆ ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมมากขึ้น  แก้ฟกช้ำบวม เมล็ด เป็นยาระบาย
การนำมาใช้ประโยชน์
            ภูมิปัญญาชาวบ้านของไทย ได้นำเอาสีจากดอกอัญชันมาใช้  แต่งสีขนมไทย เช่น ขนมช่อม่วง ขนมเรไร ขนมชั้น เป็นต้น ทำให้สีคราม โดยเอาดอกอัญชันไปแช่ในน้ำร้อนจะได้สีน้ำเงิน ถ้าเติมน้ำมะนาว  หรือหยดน้ำพร้าวลงไปเล็กน้อย  จะได้สีม่วง นอกจากนี้ในสมัยโบราณยังนิยมใช้ย้อมผมจะทำให้ผมดำตามธรรมชาติ ไม่หงอกก่อนวัยแก้ปัญญาผมแตกปลายและผมเสีย กระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผมให้นุ่มสลวยเป็นเงางาม  ปัจจุบันมีการเอาสารสกัดจากดอกอัญชันไปใช้ผสมกับแชมพูและครีมนวดผม เพื่อทำให้ผมดกดำ
ที่มา: http//www.doctor.or.th/node/2359 และ http://
                www.rspg.or.th/plants_data/index.htm

มะกรูด
            มะกรูด  เป็นพืชในตระกูลส้ม (Citrus) มีถิ่นกำเนิดในประเทศลาว อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิยมใช้ใบมะกรูดและผิวมะกรูดเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด
ชื่อวิทยาศาสตร์   :Citrus  hystrix DC.
ชื่อสามัญ                  :Leech lime, Mauritus papeda
วงศ์                            :Rutaceae
ชื่ออื่น                       :มะขุน มะกรูด (ภาคเหนือ) มะขู
                                  (กระเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ส้มกรูด
                                  ส้มมั่วผี (ภาคใต้)
ลักษณะทางพฤกษาศาสตร์
            เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก  สูง 2-8 เมตรเป็นไม้เนื้อแข็ง เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาล  มีหนามยาวเล็กน้อยแหลม อยู่ตามกิ่งก้าน ใบ เป็นใบประกอบชนิดลดรูป ปลายใบและโคนใบมน ขอบใบเรียบ ผล เป็นรูปทรงกลมหรือรูปไข่  โคนผลเรียวเป็นจุก  ผิวขรุขระ พันธุ์ที่มีผลเล็ก ผลอ่อนสีเขียวแก่ สุกเป็นสีเหลือง มีรสเปรี้ยว  ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดกลมรี สีขาว
สรรพคุณทางยา
            รากกระทุ้งพิษ แก้ฝีภายในและแก้เสมหะเป็นพิษ ใบมีน้ำมันหอมระเหย ผลและน้ำคั้นจากผลใช้แต่งกลิ่น สระผมรักษาชันนะตุ รังแค ทำให้ผมสะอาด ผิวจากผลปรุงเป็นยาขับลมในลำไส้ แก้แน่น เป็นยาบำรุงหัวใจ



การนำมาใช้ประโยชน์
คนไทยนิยมปลูกมะกรูด ไว้ตามบ้านและในสวนมะกรูดเป็นไม้พุ่มยืนขนาดเล็ก ใบมีกลิ่นหอม ผลค่อนข้างกลม ผิวขรุขระมีปุ่มนูน และมีจุกที่หัวของผล ส่วนที่ใช้ คือ ใบและผล
Ø ใช้เป็นยาหรืส่วนผสมต่างๆ คือ น้ำในผลแก้อาการท้องอืด ช่วยให้เจริญอาหาร
น้ำมะกรูดใช้ดองยา และบำรุงโลหิต
Ø ใช้เป็นเครื่องเทศ โดยใช้ผิวของผล  เป็นส่วนผสมในเครื่องแกงหลายชนิด
Ø ใช้แต่งกลิ่นในอาหารคาวหลายชนิด เช่น ต้มยำ แกงเผ็ด
Ø น้ำมะกรูดใช้ปรุงอาหารเพื่อให้มีรสเปรี้ยวและดับกลิ่นคาวปลา
Ø คนโบราณนิยมสระผมด้วยมะกรูด  เพราะทำให้ผมดำเป็นมัน ไม่แห้งกรอบ
ที่มา http;//www.rspg.or.th/plants_dataและhttp;//th.wikipedia.org/wiki/


                                                                             บทที่ 3
วัสดุ อุปกรณ์และวิธีทำการทดลอง
วัสดุอุปกรณ์
1.ดอกอัญชันสีม่วง                                                  300        กรัม
2.น้ำตาลทรายหรือกากน้ำตาล                                    300        กรัม
3.มะกรูด                                                              2            ผล
4.น้ำสะอาด                                                  1     ลิตร
5.หม้อสแตนเลส/หม้อเคลือบ                      1          ใบ
6.มีด                                                                       1            เล่ม
7.เตา                                                                      1            ใบ
8.โหลสำหรับหมัก                                              1            ใบ
วิธีดำเนินการทดลอง
ตอนที่1 การทำน้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชัน








2.ฝานมะกรูด เอาเฉพาะผิว ใส่ลงในหม้อต้มดอกอัญชันต้มต่อประมาณ 10นาที ดับไฟ







3.ปล่อยให้น้ำดอกอัญชันเย็นลง จนมีอุณหภูมิ60 องศาเซลเซียส ใส่น้ำตาลทรายหรือกากน้ำตาลลงไปคนให้ละลายเข้ากัน










4.เทใส่โหลสำหรับหมัก ปิดฝา พอให้แก๊สที่เกิดขึ้นระบายออกมาได้ ทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน









5.กรองน้ำหมักชีวภาพที่ได้ เอากากออก (นำไปเป็นปุ๋ยต้นไม้ได้)
6.นำน้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันใส่ลงในขวดสเปรย์
ตอนที่2  หาประสิทธิภาพในการทำความสะอาดของน้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันกับน้ำยาเช็ดกระจก
1.วันที่1 นำกระจกเงาที่มีความสกปรกตามปกติ 1 แผ่นมาทำความสะอาดด้วยน้ำยาเช็ดกระจกจากดอกอัญชันและมะกรูด เป็นเวลา 5 นาที  และ10 นาที่ สังเกตและบันทึกผล
2.วันที่2 นำกระจกเงาที่มีความสกปรกตามปกติ 1 แผ่นมาทำความสะอาดด้วยน้ำยาเช็ดกระจกจากดอกอัญชันและมะกรูด เป็นเวลา 5 นาที่ และ 10 นาที   สังเกตและบันทึกผล






บทที่4
ผลการทดลอง

     ตอนที่ 1. การทำน้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชัน ผลเป็นดังนี้
เมื่อยังไม่กรอง ได้น้ำหมักที่มีสีม่วงเข้ม  มีแก๊สเล็กน้อย  มีกลิ่นออกเปรี้ยว  มีดอกอัญชันที่ลอยอยู่
    ตอนที่ 2. หาประสิทธิภาพในการทำความสะอาดของน้ำหมักกับน้ำยาเช็ดกระจก  ผลเป็นดังนี้


วัสดุทดลอง
จำนวนวัน
ระยะเวลา 5 นาที
ระยะเวลา 10นาที
กระจกเงา
วันที่ 1
ใส สะอาด ไม่มีคราบ
ใส สะอาด ไม่มีคราบ เงาวาว

วันที่2
ใสสะอาด มีความเงาวาว
ใส สะอาด ไม่มีคราบ
มีความเงาวาวมาก






บทที่ 5
สรุปและอภิปรายผลการทดลอง
จากผลทดลองตอนที่ 1
เมื่อยังไม่กรอง น้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันสีม่วงเข็ม มีแก๊สเล็กน้อย มีกลิ่นออกเปรี้ยวเล็กน้อย มีดอกอัญชันสีซีดลอยอยู่ด้านบนและมีฝ้าสีขาวลอยอยู่บนผิวด้านบน การที่น้ำหมักชีวภาพมีกลิ่นเปรี้ยวเล็กน้อยและฝ้าสีขาวลอยอยู่บนผิวด้านบน  แสดงว่ามีจุลินทรีย์เกิดขึ้น สามารถนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้งานได้ ถ้าไม่ฝ้าสีขาวลอยอยู่ด้านบนและมีกลิ่นเห็นแสดงว่าน้ำหมักชีวภาพเสีย ใช้ไม่ได้
สรุปได้ว่า น้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันที่คณะผู้จัดทำขึ้นนั้นมาใช้ได้
ผลการทดลองตอนที่ 2
                เมื่อน้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันไปใช้ทำความสะอาดกระจกเงา ผลปรากฏว่า กระจกเงา มีความเงาวาว ไม่มีคราบสกปรกเหลืออยู่นอกจากนั้นน้ำมันหอมจากผิวมะกรูดยังมีสรรพคุณในการไล่แมลงต่างๆ รวมทั้งยุงอีกด้วย
                เมื่อหาประสิทธิภาพ  การทำความสะอาดขิงน้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันกับน้ำยาเช็ดกระจกเงาสรุปได้ว่าไม่แตกต่างกัน
ข้อเสนอแนะ
      1.             นำน้ำหมักชีวภาพจากดอกอัญชันไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ เช่น ทำปุ๋ย บำบัดน้ำเสีย แก้ไข ท่อตัน กำจัดกลิ่น ล้างห้องน้ำ เป็นต้น
     2.             นำพืชผัก ผลไม้ ดอกไม้ชนิดอื่น ที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาทำเป็นน้ำหมักชี

โครงการวิทยาศาสตร์ เรื่องน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ

โครงงานวิทยาศาสตร์
การทำน้ำตะไคร้เพื่อสุขภาพ
 จัดทำโดย 
1.  นางสาวธัญญา      ทองหยู่          เลขที่  19
2.  นางสาวเบญจพร   ทองศรีแก้ว    เลขที่ 14
ครูที่ปรึกษาการจัดทำโครงงาน
อาจารย์ ดร.จิตสถา    เตชะทวีกุล
วิทยาลัยเทคโนโลยีจรัสพิชากร
ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
 โครงงาน น้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ” เป็นโครงงานที่จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความสนใจของ
นัก เรียนโดยเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการร่วมกันวางแผนกิจกรรมที่หลาก หลายแต่ละกิจกรรมล้วนเป็นกิจกรรมที่เน้นการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นสำคัญ และการดำเนินกิจกรรมแต่ละกิจกรรมดำเนินไปอย่างมีระบบและเป็นขั้นตอน  จึงทำให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ในการเรียนรู้อย่างแท้จริง
                ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า  การเรียนรู้แบบโคตรงงานนี้จะเป็นปโครงการวิทยาศาสตร์ เรื่องน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพประโยชน์สำหนับนักเรียน และผู้สนใจไม่มากก็น้อย และขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือและช่วยเหลือในการรวบรวมข้อมูลในการทำโครงงานนี้




 จุดประสงค์ของโครงงาน
๑.     นักเรียนสามารถเสนอเรื่องที่ตนสนใจ  รวมไปถึงการเลือกหัวข้อเรื่องที่ตนเองสนใจ

และอยากเรียนได้
๒.    นักเรียนสามารถเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องน้ำสมุนไพรที่ตนเองรุจักได้
๓.    นักเรียนสามารถตั้งสมมติฐานก่อนการแสวงหาคำตอบได้
๔.    นักเรียนสามารถบอกได้ว่ามีพืชชนิดใดบ้างที่สามารถนำมาทำน้ำสมุนไพรได้
๕.    นักเรียนสามารถบอกได้ว่าน้ำสมุนไพรแต่ละชนิดมีสรรพคุณทางยาอย่างไรบ้าง
๖.    นักเรียนสามารถร่วมกันสร้างแบบสำรวจเรื่อง น้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพเพื่อใช้ในการสำรวจ
          ข้อมูลได้
        ๗.  นักเรียนได้รับความรู้ใหม่ๆจากการทำโครงงานเรื่องน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ
        ๘.    นักเรียนสามารถคิดค้นสูตรการทำน้ำสมุนไพรตามแนวคิดของตนเองได้
        ๙.    นักเรียนได้เรียนรู้จักการทำงานร่วมกันโดยใช้กระบวนการกลุ่ม

       ๑๐.   นักเรียนสามารถนำเสนอผลงานของตนเองได้ในรูปแบบการจัดนิทรรศก
                 
กิ      กิจกรรมที่ทำในโครงงาน       
       ๑.    สืบค้นหาความรู้ที่ห้องสมุดของโรงเรียน
       ๒.  สืบค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต
       ๓.  การแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากบุคคล  เช่น  ครู  แม่ค้าขายน้ำผลไม้
   ผู้ปกครองนักเรียน  ฯ
       ๔.  การทำแบบสำรวจจากบุคคลภายในโรงเรียน และนอกโรงเรียน ในข้อคำถามว่า 
         น้ำสมุนไพรทำมาจากพืชชนิดใดได้บ้าง

        ๖.  การทดลองทำน้ำสมุนไพรจากพืชสมุนไพรชนิดต่างๆ
         บทที่  1
บทนำ

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
                เนื่องจากลุ่มของดิฉันได้สนใจการทำน้ำสมุนไพรเพราะมีความเห็นว่าในบริเวณโรงเรียนมีพืชสมุนไพรมากมายหลายชนิด เช่น ตะไคร้    ขิง   พืชสมุนไพรเหล่านี้มีประโยชน์ต่อร่างกาย เนื่องจากมีวิตามินเอ  เบต้าแคโรทีนสูง  แคลเซียม  ฟอสฟอรัส  ฯลฯ  จึงสมควรที่นำมาแปรรูปเป็นน้ำสมุนไพร  เพื่อดื่มแทนน้ำอัดลม  ถ้าเราดื่มน้ำอัดลมบ่อยๆ  จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร   กลุ่มของดิฉัน  จึงทำโครงงานน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ
วัตถุประสงค์ของการการศึกษา
                1.  เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง
                2.  ช่วยประหยัดเงินและช่วยรักษาโรค
                3.  เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
                4.  ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
สมมติฐานการศึกษา
                ทุกคนต้องหันมาดื่มน้ำสมุนไพรแทนน้ำอัดลมได้และได้รับประโยชน์ของสมุนไพร



บทที่  2
การศึกษาเอกสารอ้างอิง
  
ตะไคร้บ้าน (Cymbopogon citratus (DC.) Staph)
ชื่อท้องถิ่น:   จะไคร (ภาคเหนือ) ไคร (ภาคใต้) คาหอม (แม่ฮ่องสอน) เชิดเกรย ,เหลอะเกรย (เขมร-สุรินทร์)ห่อวอตะโป่(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
มีลักษณะ:  เป็นพืชล้มลุก ความสูงประมาณ 4-6 ฟุต ใบยาวเรียว ปลายใบมีขนหนามลำต้นรวมกันเป็นกอ มีกลิ่นหอม ดอกออกเป็นช่อยาวมีดอกเล็กฝอยเป็นจำนวนมาก ตะไคร้ เป็นพืชที่สามารถนำส่วนต้นหัวไปประกอบอาหาร และจัดเป็นพืชสมุนไพรด้วย
ถิ่นกำเนิด:  ตะไคร้มีถิ่นกำเนิด ในประเทศอินโดนีเซีย ศรีลังกา พม่า อินเดีย ไทย  และในทวี
การปลูกและขยายพันธุ์ ปลูกได้การปักชำต้นเหง้า โดยตัดใบออกให้เหลือตอนโคนประมาณหนึ่งคืบ นำมาปักชำไว้สักหนึ่งสัปดาห์ก็จะมี รากงอกออกมาแล้วนำไปลงแปลงดินที่เตรียมไว้ หรืออาจใช้วิธีเอาโคนปักลงไปที่ดินซึ่งเตรียมไว้เลย ให้ห่างประมาณหนึ่งศอก ถ้าปลูกในกระถางใช้วิธีปัก โคนลงในกระถางๆละ 2-3 ต้นก็ได้ แล้วหมั่นรดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็น ตั้งไว้ให้โดนแดดตลอดวันจะทำให้โตได้เร็ว ตะไคร้ชอบดินร่วนซุย  เป็นพืชที่ชอบน้ำ ชอบแดด ดูแลรดน้ำเสมอและโดนแดดได้ตลอดวัน เจริญได้ในดินแทบทุกชนิด เวลาจะใช้ก็ให้ตัดที่โคนสุดส่วนรากเลย แล้วถอนออกมา ทั้งต้นตามต้องการ ต้องคอยตรวจดูเมื่อตะไคร้มีกอเจริญเติบโตได้เต็มที่แล้ว  ต้องถอนทิ้งหรือแยกออกไปปลูกใหม่บ้าง หรือเอาไปใช้บ้าง จำนำมาหั่นเป็นฝอยๆ  ตากแดดให้แห้งสนิทแล้วแพ็คเก็บไว้ใช้ได้นานๆ เพื่อให้ต้นอ่อนโตขึ้นมาใหม่  ถ้าไม่แยกออกไปต้นจะเล็กและลีบลงเรื่อยๆ และบางที่ก็แคระแกร็น  ต้นและกอก็จะโทรม ต้องล้างและปลูกใหม่ทั้งหมด
สรรพคุณ : ใช้ส่วนของเหง้าและลำต้นแก่ ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารที่สำคัญหลายชนิดเช่น ต้มยำและอาหารไทยหลายชนิด ให้กลิ่นหอม มีสรรพคุณทางยาเช่น บำรุงธาตุ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ทำให้เจริญอาหาร แก้โรคหืด แก้อหิวาตกโรค บำรุงสมอง ช่วยให้สมาธิดี ต้มกับน้ำใช้ดื่มแก้อาเจียนใช้ต้นสดโขลกคั้นเอาน้ำดื่ม แก้อาการเมาในกรณีผู้ที่เมามากๆช่วยให้สร่างเร็ว ส่วนหัวสามารถใช้แก้โรคเกลื้อน ท้องอืดท้องเฟ้อ โรคนิ่ว มากไปกว่านั้นยังสามารถทำเป็นยาช่วยนอนหลับช่วยลดความดันสูงน้ำมันตะไคร้หอมใช้ทากันยุงได้   ถ้าปลูกใกล้ผักอื่นๆ  จะช่วยกันแมลงได้และยังให้กลิ่นหอม ที่ดับกลิ่นบางชนิดใช้ตะไคร้เป็นส่วนผสม    เพราะมีกลิ่นที่หอม และที่กำจัดยุงบางชนิดก็ใช้ตะไคร้เป็นส่วนผสมด้วยเนื่องจาก มีกลิ่นที่แรงจึง ช่วยทำให้ไล่ยุงได้ นอกจากนี้ตะไคร้ยังแก้กลิ่นคาวหรือดับกลิ่นคาวของปลา และเนื้อสัตว์ได้ดี




บทที่ 3
วิธีการดำเนินโครงงาน
ตารางปฏิบัติกิจกรรมโครงงาน  1  -  26   มิถุนายน  2555



สัปดาห์ที่
กิจกรรมที่ปฏิบัติ
สถานที่ทำกิจกรรม
ผู้รับผิดชอบ
1
1-4 มิถุนายน 2555
-  เลือกหัวข้อเรื่องการทำโครงงาน

วิทยาลัยเทคโนโลยีจรัสพิชากร



ธัญญา,
เบญจพร
2
7-1มิถุนายน 2555
-  ประชุมในกลุ่มให้ทุกคนเตรียม  อุปกรณ์ต่างๆ
วิทยาลัยเทคโนโลยีจรัสพิชากร
ธัญญา,
เบญจพร
3
14-18 มิถุนายน 2555
-  ลงมือปฏิบัติจริง  โดยสมาชิกในกลุ่มช่วยกันปฏิบัติ
วิทยาลัยเทคโนโลยีจรัสพิชากร
ธัญญา,
เบญจพร
4
21-25มิถุนายน 2555
-  เสนอตัวชิ้นงานส่งอาจารย์
วิทยาลัยเทคโนโลยีจรัสพิชากร

ธัญญา,
เบญจพร
5
26 มิถุนายน 2555

-  นำเสนออาจารย์ผู้สอนผ่านทางblogger
วิทยาลัยเทคโนโลยีจรัสพิชากร

ธัญญา,
เบญจพร






บทที่ 3
วิธีดำเนินการโครงงาน
ในการจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ในการทำน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพโดยใช้ต้นตะไคร้มาแปลงรูปเพื่อทำน้ำตะไคร้เพราะต้นตะไคร้มีสรรพคุณทางยารักษาโรคต่าง ๆ ได้หลายโรค เช่น แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดและยังมีคุณค่าทางอาหาร เช่น  มีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตา นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม และฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมให้กับอาหารอีกด้วย มีวิธีการดำเนินงานดังนี้


ส่วนผสมในการทำเครื่องดื่ม น้ำตะไคร้
  • ต้นตะไคร้ (ใช้ทั้งต้นและใบ)                        5       ต้น
  • น้ำตาลทรายแดง                                     1       ถ้วย
  • น้ำสะอาด                                             1       ถ้วย
  • เกลือป่น                                            1/4      ช้อนชา
วิธีการทำเครื่องดื่ม น้ำตะไคร้
  • เตรียมส่วนผสมข้างต้นให้ครบตามจำนวน
  • นำตะไคร้ไปล้างน้ำทำความสะอาด แล้วนำมาทุบให้แตก จากนั้นตัดต้นตะไคร้ให้เป็น ท่อนๆ ประมาณ นิ้ว ส่วนใบตะไคร้ ก็ให้สับเป็นท่อนๆ หรือจะหั่นให้ละเอียดก็ได้ แล้วนำใส่หม้อ เติมน้ำสะอาด ลงไปนำขึ้นตั้งบนเตาไฟ
  • พอน้ำเดือดก็ให้ลดไฟลง แล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ จนรู้สึกว่าน้ำตะไคร้ ออกมาผสมกับ น้ำสะอาดมากพอแล้ว (วิธีสังเกต ให้ดูที่น้ำจะเห็นว่า น้ำจะมีสีเขียว)
  • ใส่เกลือป่นลงไป เคี่ยวอีกสักพัก จนเห็นว่าตะไคร้ได้ มีการละลายออกมา ผสมรวมกันกับน้ำ หมดแล้ว ก็ใช้ทัพพี หรือกระชอนตักเอา ต้นตะไคร้ และใบตะไคร้ออก
  • พอเอาต้นตะไคร้และใบตะไคร้ ออกหมดแล้วก็ เติมน้ำตาลทรายแดง ลงไปเคี่ยวสักพัก พอให้น้ำตาลทรายแดงละลายหมด ก็ให้ยกลงจากเตาไฟ
  • ดื่มร้อนๆ ก็อร่อยดี หรือหากใครชอบดื่มแบบเย็นๆ ก็เอาน้ำแข็งใส่แก้ว แล้วก็เท น้ำตะไคร้ลงไป คนให้เข้ากัน ยกขึ้นดื่มก็อร่อยดีอีกแบบ





บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล/ผลการจัดทำโครงงาน

ผลการทดลอง
โดยกลุ่มของดิฉันได้มีการทดลองในการทำน้ำตะไคร้ โดยการให้คนในครอบครัวและเพื่อนบ้านได้ทดลองชิมน้ำตะไคร้ที่เราทำขึ้นมา และได้สอบถามเกี่ยวกับรสชาติน้ำตะไคร้  ซึ่งประเมินด้วยเสียงส่วนมากจึงออกมาเป็นน้ำตะไคร้ที่มีรสชาติที่และอร่อยและยังมีสรรพคุณทางยาและอาหารอีกมาก


   

 บทที่ 5

สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ


ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.  เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง
2.  ช่วยประหยัดเงินและช่วยรักษาโรค
3. มีความสามัคคีในหมู่คณะ
        
 
    
ข้อเสนอแนะในการทดลอง

         

1.               เราอาจนำสมุนไพรชนิดอื่นที่หาได้ง่ายตามครัวเรือนของคุณ
2.               เราอาจนำตะไคร่ไปใช้ทำประโยชน์อย่างได้อีกมากมาย
3.               ตะไคร่สามารถนำไปทำอาหารบำรุงร่างกายได้อีกด้วย